ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์ ฤาอุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรกชนเช่นกล่าวมานี้

KruSangkeed.com

Friendly Links

krumontree200x75
isangate com 200x75
easyhome
ppor 200x75
isangate net 200x75

No. of Page View

00006317
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
14
59
149
6005
247
1284
6317

Your IP: 54.198.139.112
2021-12-09 14:06


       ตามหลักฐานการค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์ ได้เปิดเผยว่าในสมัยโบราณชนชาติไทยได้ตั้งถิ่นฐานภูมิลำเนาอยู่ในดินแดนตอนกลางระหว่างลุ่มน้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซี ในประเทศจีนปัจจุบัน แต่ด้วยถูกกดดันจากจีนหรือด้วยความจำเป็นในการทำมาหากินหรืออาจทั้ง 2 อย่าง ก็ไม่อาจทราบได้ ชนชาวไทยจึงได้อพยพกระจัดกระจายลงมาทางใต้แล้วแยกย้ายกันไปโดยลำดับ
       ปรากฏต่อมาว่า ชนชาติไทยและกษัตริย์ไทยได้ตั้งอาณาจักรไทย ขึ้นในดินแดนของประเทศจีนตอนใต้อีกหลายแคว้น อาณาจักรไทยที่รู้กันดีในประวัติศาสตร์ คือ อาณาจักรน่านเจ้า นอกจากนั้นยังมีชนชาวไทยอีกหลายพวกอพยพกันเป็นครั้งคราวแยกย้ายกระจัดกระจายกันไปตั้งบ้านเมืองอยู่ในดินแดนต่างๆหลายแห่ง พวกที่อพยพไปทางตะวันตกก็ไปเป็นไทยอาหม และ ไทยอัสสัมในแคว้นอัสสัม ส่วนพวกที่อพยพลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ก็มาเป็นพวกไทยน้อยในแคว้นสิบสองจุไท และพวกไทยน้อยนี้เองต่อมาก็พากันแยกย้ายลงมาตั้งอาณาจักรไทย ขึ้นในแหลมอินโดจีนตอนเหนือหลายอาณาจักร มีโยนก หรือ ล้านนาและล้านช้าง เป็นต้น
       เมื่ออาณาจักรน่านเจ้าของไทยถูกรุกรานสิ้นอิสรภาพไปเมื่อ พ.ศ.1797 แล้วก็ปรากฏมีชนเชื้อชาติไทยอพยพกันลงมาอีก จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นชนชาติไทยที่ไม่ว่ายังคงตั้งถิ่นฐานทางตอนใต้ของประเทศจีนหรือพวกที่อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในถิ่นต่างๆก็ดีต่างนิยมความเป็นไทยอันเป็นสัญลักษณ์ของชาติและมีความสัมพันธ์กันน้อยหรือมาก ห่างไกลหรือใกล้ชิดตามสายแห่งการคมนาคมตลอดมา เช่น ปรากฏในพงศาวดารล้านช้างส่อแสดงว่าอาณาจักรไทยเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันทางวัฒนธรรม มีนักดนตรี ละคร ฟ้อนรำ บางพวกในอาณาจักรไทยในดินแดนเดิมนั้นได้นำเอาศิลปะทางดนตรี ละคร ฟ้อนรำ ติดตามลงมาเผยแพร่สั่งสอนพวกไทยด้วยกันทางใต้นี้ด้วยและในสมัยเดียวกันนั้นชนชาวไทยที่อพยพลงมาทางใต้ในแหลมอินโดจีนก็ได้ตั้งอาณาจักรขึ้นทางใต้ เช่น สุโขทัย อยุธยา เป็นต้น
      ชนชาติไทยคงจะได้รู้จักประดิษฐ์เครื่องดนตรีขึ้นเอง หรือเลียนแบบอย่างแล้วนำมาประดิษฐ์ใช้เป็นของตนเองมาแต่สมัยโบราณเมื่อครั้งยังตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนของตนในประเทศจีนเพราะปรากฏตามตำนานว่า ไทยเป็นผู้มีนิสัยรักการดนตรีและขับร้องมาแต่โบราณกาล ดังปรากฏหลักฐานว่าชนชาติไทยมีความสามารถด้านดนตรีตั้งแต่อยู่ในอาณาจักรฉ่องหวู่ ซึ่งนักค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าดนตรีของจีนในปัจจุบันนี้ได้กำเนิดไปจากอาณาจักรฉ่องหวู่ของไทยหลายอย่าง แต่อย่างไรก็ดีไทยเองก็อาจจะรับเอาเครื่องดนตรีของจีนบางชนิดเข้ามาใช้หรือแบบอย่างบ้าง นอกจากนั้นยังมีเครื่องดนตรีอีกหลายชนิดซึ่งเข้าใจว่าชนชาติไทยประดิษฐ์ขึ้นใช้กันอยู่ก่อนที่จะลงมาพบวัฒนธรรมแบบอินเดีย ซึ่งแพร่หลายในท้องที่ตอนใต้ของแหลมอินโดจีนก่อนที่ชนชาติไทยจะอพยพลงมา จะสังเกตุเห็นได้ว่า เครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทยบัญญัติชื่อขึ้นเรียกตามเสียงด้วยคำโดดในภาษาไทย (ไม่มีคำควบ คำคู่ คำแผลงหรือคำต่างประเทศเข้ามาปะปน) เช่น เกราะ โกร่ง กรับ ฉาบ ฉิ่ง ปี่ ขลุ่ย เพี๊ยะ ซอ ฆ้อง และกลอง เป็นต้น
      ต่อมาเมื่อรู้จักประดิษฐ์เครื่องดนตรีให้ก้าวหน้าขึ้น เช่น เอาไม้มาทำอย่างกรับแต่วางเรียงไป หรือเอาฆ้องมาหลายๆใบมาทำเป็นวง จึงบัญญัติชื่อเป็นคำแผลงและคผสมขึ้นเรียกเครื่องดนตรีเหล่านั้นว่า ระนาด ฆ้องวง เป็นต้น
      เครื่องดนตรีไทยแต่เดิมส่วนใหญ่คงจะใช้สำหรับให้สัญญาณนัดหมายและกำหนดเวลา เช่น เกราะ โกร่ง ฆ้อง กลอง และใช้สำหรับเพลิดเพลิน เช่น กรับ ฉาบ ฉิ่ง ปี่ ขลุ่ย เพี๊ยะ ซอและแคน ส่วนการรวมวงคงมีบ้างแต่ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน คงจะรวมเล่นกันตามที่จะเห็นว่าไพเราะและสุดแต่จะสะดวกในการปฏิบัติ ต่อมามีการรับเอาวัฒนธรรมแบบอินเดียผสมกับของเขมรและมอญเข้ามาปะปนคลุกเคล้ากับเครื่องดนตรีเดิมของตนจึงเกิดเครื่องดนตรีใหม่ๆขึ้น เช่น พิณ สังข์ ปีไฉน บัณเฑาะว์ กระจับปี่ จะเข้ และโทน ทับ เป็นต้น(มีระบุไว้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วงและศิลาจารึกสมัยสุโขทัย และในกฏมณเทียรบาลสมัยอยุธยาตอนต้น) และการตั้งชื่อเครื่องดนตรีของไทยมีที่มาที่แตกต่างกัน ดังนี้

         ๑.ตั้งชื่อตามเสียง เช่น โกร่ง กรับ ฉาบ ฉิ่ง ขลุ่ย ฯลฯ
         ๒.ตั้งชื่อตามรูปร่างลักษณะ เช่น ซอสามสาย จะเข้ กลองยาว กลองสองหน้า ฯลฯ
         ๓.ตั้งชื่อตามประกอบการละเล่น เช่น ฆ้องระเบง กลองชาตรี ฯลฯ
         ๔.ตั้งชื่อตามตำนาน เช่น กลองแขก ปี่ชวา กลองมะลายู ฯลฯ
        ๕.ตั้งชื่อตามภาษาเดิม เช่น พิณ สังข์ ปี่ไฉน บัณเฑาะว์ ฯฃฯ

...................................................................................................................................ชยุติ ชนชีวัฒน์ ค้นคว้ารวบรวม