ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์ ฤาอุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรกชนเช่นกล่าวมานี้

KruSangkeed.com

Friendly Links

krumontree200x75
isangate com 200x75
easyhome
ppor 200x75
isangate net 200x75

No. of Page View

00006335
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
32
59
167
6005
265
1284
6335

Your IP: 54.198.139.112
2021-12-09 15:02

๑. วงเครื่องสายไทย วงเครื่องสายไทย เป็นวงดนตรีที่เหมาะสำหรับการบรรเลงในอาคาร ในลักษณะของการขับกล่อมที่เป็นพิธีมงคล
 “วงเครื่องสาย” มีอยู่ ๒ ขนาด คือ วงเครื่องสายวงเล็ก และ วงเครื่องสายเครื่องคู่

   วงเครื่องสายวงเล็ก ประกอบด้วยเครื่องดนตรีดังต่อไปนี้ จะเข้ ๑ ตัว ซอด้วง ๑ คัน ซออู้ ๑ คัน ขลุ่ยเพียงออ ๑ เลาโทน-รำมะนา ๑ คู่ ฉิ่ง ๑ คู่ ฉาบ ๑ คู่ กรับ ๑ คู่ โหม่ง ๑ ใบ

   วงเครื่องสายเครื่องคู่ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ดังต่อไปนี้ จะเข้ ๒ ตัว ซอด้วง ๒ คัน ซออู้ ๒ คัน ขลุ่ยเพียงออ ๑ เลา ขลุ่ยหลิบ ๑ เลา ฉิ่ง ๑ คู่ ฉาบ ๑ คู่ กรับ ๑ คู่โหม่ง ๑ ใบ โทน-รำมะนา ๑ คู่

๒.วงปี่พาทย์
1. วงปี่พาทย์ไม้แข็ง เป็นวงปี่พาทย์ที่มีเสียงดังฟังชัด เหมาะสำหรับงานแสดงกลางแจ้ง หรือประกอบการ แสดงทั่ๆไป มี3 ขนาดคือ วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องห้า วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องคู่วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องใหญ่
 2. วงปี่พาทย์ไม้นวม เป็นวงปี่พาทย์ที่มีเสียงนุ่มนวลกว่าวงปี่พาทย์ไม้แข็งเสียงำม่ดังเกินไป จึงเหมาะแก่การบรรเลง ในงานที่ไม่ต้องการเสียงอึกทึกครึกโครมมากนัก วงปี่พาทย์ไม้นวมมีเครื่องดนตรีคล้ายกับวงปี่พาทย์ไม้แข็ง ที่แตกต่างกันคือ ใช้ขลุ่ยเพียงออแทนปี่ เพิ่มซออู้เพื่อให้เสียงนุ่มนวลขึ้น ระนาดนาดจะใช้ไม้นวมตี มี 3 ขาดคือ
        วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องห้า
        วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องคู่
        วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องใหญ่

 3. วงปี่พาทย์ชาตรี เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา ใช้บรรเลงประกอบการแสดงละครชาตรี มโนราห์ หนังตลุง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปี่พาทย์เครื่องห้าชนิดเบาประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีต่อไปนี้ ปี่นอก ฆ้องคู่ โทนชาตรี กลองชาตรีฉิ่ง กรับ
 4. วงปี่พาทย์นางหงส์ เป็นวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีเหมือนกับวงปี่พาทย์ธรรมดาส่วนที่ผิดแปลกไปก็คือ ใช้ปี่ชวาแทนปี่ในแลปี่นอก ใช้กลองมาลายูแทนกลองตะโพนและกลองทัด ใช้บรรเลงในงานอวมงคล แบ่งออกเป็น 3 ขนาดคือ
       วงปี่พาทย์นางหงส์
เครื่องห้า
       วงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องคู่
       วงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องใหญ่

 5. วงปี่พาทย์มอญ เป็นวงปี่พาทย์ที่นำเอาเครื่องดนตรีมอญบางชิ้นมาผสมผสานกับเครื่องดนตรีไทยเครื่องดนตรีมอญที่นำมาผสมได้แก่ ปี่มอญฆ้องวงมอญ ตะโพนมอญ เปิงมางคอก มักนิยมเล่นในงานศพมี 3 ขนาดคือ
       วงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า
       วงปี่พาทย์มอญเครื่องคู่
       วงปีพาทย์มอญเครื่องใหญ่
๓.วงมโหรี มี 3ขนาดคือ
1. วงมโหรีเครื่องเล็ก ประกอบด้วยเครื่องดนตรีบรรเลงทำนองได้แก่ซอสามสาย ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ขลุ่ยเพียงออ จะข้ ซอด้วง ซออู้ส่วนเครื่องตีประกอบจังหวะได้แก่ ฉิ่ง โทนมโหรี รำมะนามโหรี
2. วงมโหรีเครื่องคู่ ประกอบด้วยเครื่องดนตรีบรรเลงทำนองได้แก่ซอสามสายหลีบ 1 คัน ซอสามสายธรรมดา 1 คัน ระนาดเอก ระนาดทุ้มจะเข้ 2 ตัว ซอด้วง 2 คัน ซออู้ 2 คัน ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ขล่ยเพียงออ ขลุ่ยหลีบ ส่วนเครื่องตีประกอบจังหวะได้แก่ ฉิ่ง โทนมโหรี รำมะนามโหรี ฉาบเล็ก
3. วงมโหรีเครื่องใหญ่ ประกอบด้วยเครื่องดนตรีบรรเลงทำนองได้แก่ซอสามสายธรรมดา 1 คัน ระนาดเอก ระนาดทุ้ม จะเข้ 2 ตัว ซอด้วง 2 คัน ซออู้ 2 คันฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ขล่ยเพียงออ ขลุ่ยหลีบ  ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็กส่วนเครื่องตีประกอบจังหวะได้แก่ ฉิ่ง โทนมโหรี รำมะนามโหรี ฉาบเล็ก โหม่ง กรับพวง

เคยทราบกันไหมคะว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดฟังเพลงลูกทุ่งมาก
ถึงขนาดทรงโทรศัพท์ไปขอเพลงเกือบทุกวันเป็นเวลานานนับสิบปี!
โดยทรงใช้ “พระนามแฝง” ในการขอเพลงว่า “ป้าช้าง”
.
ในทุก ๆ เช้า "ดีเจ สุพรทิพย์" หรือ ร.อ.หญิง สุพรทิพย์ คำทรงศรี ผู้จัดรายการวิทยุ “ลูกทุ่งพัฒนา” ของสถานีวิทยุ วส.912 นทพ.นธ. 99.10 MHz
ซึ่งจัดรายการที่นี่มากว่า 30 ปี โดยรูปแบบรายการเป็นการเน้นข่าวสาร วิถีชีวิต ข่าวบริการ งานบุญ งานศพ จะได้รับโทรศัพท์ขอเพลงจาก
“แฟนตัวยง” คนหนึ่งที่ชื่อว่า “ป้าช้าง”
.
"ดีเจ สุพรทิพย์" บอกว่า ป้าช้างโทร.มาครั้งแรกประมาณปี 2519 และขอเพลง “แสบเข้าไปถึงทรวง” ดูจากชื่อเพลงที่ป้าช้างขอ…
น่าจะพอบอกได้ว่าป้าช้างเป็นคนอารมณ์ดีอย่างยิ่ง และแม้บางครั้งป้าช้างไม่ว่าง ก็มักจะให้คนอื่นโทร.มาขอเพลงแทน
โดยคนที่โทร.มาก็มักจะบอกทุกครั้งว่า “ป้าช้างขอ”
.
กระทั่งในระหว่างปี 2531–2532 เป็นช่วงที่ป้าช้างโทร.มาขอเพลงเองบ่อยมาก จนวันหนึ่งความจริงเกี่ยวกับตัวตน
“แฟนเพลงตัวยง” ก็เปิดเผย เมื่อ ร.อ.หญิง สุพรทิพย์ มีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จ "กรมสมเด็จพระเทพฯ" ซึ่งพอได้พบหน้าดีเจคนนี้ …
“ป้าช้าง” ก็ทรงมีรับสั่งว่า “ชอบฟังนะ … วันนี้ก็ฟังนะ แต่วันไหนติดงาน ก็ไม่ได้ฟัง”
.
และเพลงหนึ่งที่ป้าช้างขอบ่อยก็คือ “เพลงเกลียดห้องเบอร์ห้า” ซึ่งมีที่มาจาก “พลตรี ชัยฤทธิ์” ผู้แต่งเพลง ได้นำเพลงนี้ไปให้
"ครูลพ บุรีรัตน์" เป็นผู้เรียบเรียง แต่เพื่อให้เป็นเกียรติจึงยกให้ครูลพมีชื่อเป็นผู้ประพันธ์ โดยให้ “สายัณห์ สัญญา” เป็นผู้ขับร้อง
.
"กรมสมเด็จพระเทพฯ" โปรดเพลงนี้มาก ดังนั้น เมื่อทรงเสด็จฯ ไปที่ จ.ลพบุรี ได้โปรดเกล้าฯ ให้ “พลตรี ชัยฤทธิ์"
เข้าเฝ้าฯ และทรงถามเรื่องเพลงเกลียดห้องเบอร์ห้า ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร ???
.
แล้ววันนั้นเอง พระองค์ได้เสด็จฯ ไปที่ “โรงแรมไทเป” ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุของเพลงนี้ “ที่ห้องเบอร์ 205” ซึ่งพระองค์ทรงเข้าไปนั่ง
ประทับบนเตียงในห้องด้วย และทรงถามเจ้าของโรงแรมว่าเขาปีนขึ้นตรงไหนไปดู เขาทำยังไง และทราบจากเจ้าของโรงแรมว่า
พระองค์ท่านเสด็จฯ มาอย่างไม่เป็นทางการ มาตามรอยเพลงเกลียดห้องเบอร์ห้า โดยที่ทางโรงแรมทราบล่วงหน้าเพลงแค่
2 ชั่วโมงเท่านั้น
.
เจ้าของโรงแรมเล่าด้วยว่า พระองค์ท่านโปรดและทรงชอบฟังเพลงนี้มากถึงขนาดมาดูให้แจ่มแจ้งถึงสถานที่จริงที่เอาไป
เขียนเป็นเพลงเลยทีเดียว
.
.
ที่มา: เฟซบุ๊ก ราชบัลลังก์จักรีวงค์


       ตามหลักฐานการค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์ ได้เปิดเผยว่าในสมัยโบราณชนชาติไทยได้ตั้งถิ่นฐานภูมิลำเนาอยู่ในดินแดนตอนกลางระหว่างลุ่มน้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซี ในประเทศจีนปัจจุบัน แต่ด้วยถูกกดดันจากจีนหรือด้วยความจำเป็นในการทำมาหากินหรืออาจทั้ง 2 อย่าง ก็ไม่อาจทราบได้ ชนชาวไทยจึงได้อพยพกระจัดกระจายลงมาทางใต้แล้วแยกย้ายกันไปโดยลำดับ
       ปรากฏต่อมาว่า ชนชาติไทยและกษัตริย์ไทยได้ตั้งอาณาจักรไทย ขึ้นในดินแดนของประเทศจีนตอนใต้อีกหลายแคว้น อาณาจักรไทยที่รู้กันดีในประวัติศาสตร์ คือ อาณาจักรน่านเจ้า นอกจากนั้นยังมีชนชาวไทยอีกหลายพวกอพยพกันเป็นครั้งคราวแยกย้ายกระจัดกระจายกันไปตั้งบ้านเมืองอยู่ในดินแดนต่างๆหลายแห่ง พวกที่อพยพไปทางตะวันตกก็ไปเป็นไทยอาหม และ ไทยอัสสัมในแคว้นอัสสัม ส่วนพวกที่อพยพลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ก็มาเป็นพวกไทยน้อยในแคว้นสิบสองจุไท และพวกไทยน้อยนี้เองต่อมาก็พากันแยกย้ายลงมาตั้งอาณาจักรไทย ขึ้นในแหลมอินโดจีนตอนเหนือหลายอาณาจักร มีโยนก หรือ ล้านนาและล้านช้าง เป็นต้น
       เมื่ออาณาจักรน่านเจ้าของไทยถูกรุกรานสิ้นอิสรภาพไปเมื่อ พ.ศ.1797 แล้วก็ปรากฏมีชนเชื้อชาติไทยอพยพกันลงมาอีก จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นชนชาติไทยที่ไม่ว่ายังคงตั้งถิ่นฐานทางตอนใต้ของประเทศจีนหรือพวกที่อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในถิ่นต่างๆก็ดีต่างนิยมความเป็นไทยอันเป็นสัญลักษณ์ของชาติและมีความสัมพันธ์กันน้อยหรือมาก ห่างไกลหรือใกล้ชิดตามสายแห่งการคมนาคมตลอดมา เช่น ปรากฏในพงศาวดารล้านช้างส่อแสดงว่าอาณาจักรไทยเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันทางวัฒนธรรม มีนักดนตรี ละคร ฟ้อนรำ บางพวกในอาณาจักรไทยในดินแดนเดิมนั้นได้นำเอาศิลปะทางดนตรี ละคร ฟ้อนรำ ติดตามลงมาเผยแพร่สั่งสอนพวกไทยด้วยกันทางใต้นี้ด้วยและในสมัยเดียวกันนั้นชนชาวไทยที่อพยพลงมาทางใต้ในแหลมอินโดจีนก็ได้ตั้งอาณาจักรขึ้นทางใต้ เช่น สุโขทัย อยุธยา เป็นต้น
      ชนชาติไทยคงจะได้รู้จักประดิษฐ์เครื่องดนตรีขึ้นเอง หรือเลียนแบบอย่างแล้วนำมาประดิษฐ์ใช้เป็นของตนเองมาแต่สมัยโบราณเมื่อครั้งยังตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนของตนในประเทศจีนเพราะปรากฏตามตำนานว่า ไทยเป็นผู้มีนิสัยรักการดนตรีและขับร้องมาแต่โบราณกาล ดังปรากฏหลักฐานว่าชนชาติไทยมีความสามารถด้านดนตรีตั้งแต่อยู่ในอาณาจักรฉ่องหวู่ ซึ่งนักค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าดนตรีของจีนในปัจจุบันนี้ได้กำเนิดไปจากอาณาจักรฉ่องหวู่ของไทยหลายอย่าง แต่อย่างไรก็ดีไทยเองก็อาจจะรับเอาเครื่องดนตรีของจีนบางชนิดเข้ามาใช้หรือแบบอย่างบ้าง นอกจากนั้นยังมีเครื่องดนตรีอีกหลายชนิดซึ่งเข้าใจว่าชนชาติไทยประดิษฐ์ขึ้นใช้กันอยู่ก่อนที่จะลงมาพบวัฒนธรรมแบบอินเดีย ซึ่งแพร่หลายในท้องที่ตอนใต้ของแหลมอินโดจีนก่อนที่ชนชาติไทยจะอพยพลงมา จะสังเกตุเห็นได้ว่า เครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทยบัญญัติชื่อขึ้นเรียกตามเสียงด้วยคำโดดในภาษาไทย (ไม่มีคำควบ คำคู่ คำแผลงหรือคำต่างประเทศเข้ามาปะปน) เช่น เกราะ โกร่ง กรับ ฉาบ ฉิ่ง ปี่ ขลุ่ย เพี๊ยะ ซอ ฆ้อง และกลอง เป็นต้น
      ต่อมาเมื่อรู้จักประดิษฐ์เครื่องดนตรีให้ก้าวหน้าขึ้น เช่น เอาไม้มาทำอย่างกรับแต่วางเรียงไป หรือเอาฆ้องมาหลายๆใบมาทำเป็นวง จึงบัญญัติชื่อเป็นคำแผลงและคผสมขึ้นเรียกเครื่องดนตรีเหล่านั้นว่า ระนาด ฆ้องวง เป็นต้น
      เครื่องดนตรีไทยแต่เดิมส่วนใหญ่คงจะใช้สำหรับให้สัญญาณนัดหมายและกำหนดเวลา เช่น เกราะ โกร่ง ฆ้อง กลอง และใช้สำหรับเพลิดเพลิน เช่น กรับ ฉาบ ฉิ่ง ปี่ ขลุ่ย เพี๊ยะ ซอและแคน ส่วนการรวมวงคงมีบ้างแต่ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน คงจะรวมเล่นกันตามที่จะเห็นว่าไพเราะและสุดแต่จะสะดวกในการปฏิบัติ ต่อมามีการรับเอาวัฒนธรรมแบบอินเดียผสมกับของเขมรและมอญเข้ามาปะปนคลุกเคล้ากับเครื่องดนตรีเดิมของตนจึงเกิดเครื่องดนตรีใหม่ๆขึ้น เช่น พิณ สังข์ ปีไฉน บัณเฑาะว์ กระจับปี่ จะเข้ และโทน ทับ เป็นต้น(มีระบุไว้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วงและศิลาจารึกสมัยสุโขทัย และในกฏมณเทียรบาลสมัยอยุธยาตอนต้น) และการตั้งชื่อเครื่องดนตรีของไทยมีที่มาที่แตกต่างกัน ดังนี้

         ๑.ตั้งชื่อตามเสียง เช่น โกร่ง กรับ ฉาบ ฉิ่ง ขลุ่ย ฯลฯ
         ๒.ตั้งชื่อตามรูปร่างลักษณะ เช่น ซอสามสาย จะเข้ กลองยาว กลองสองหน้า ฯลฯ
         ๓.ตั้งชื่อตามประกอบการละเล่น เช่น ฆ้องระเบง กลองชาตรี ฯลฯ
         ๔.ตั้งชื่อตามตำนาน เช่น กลองแขก ปี่ชวา กลองมะลายู ฯลฯ
        ๕.ตั้งชื่อตามภาษาเดิม เช่น พิณ สังข์ ปี่ไฉน บัณเฑาะว์ ฯฃฯ

...................................................................................................................................ชยุติ ชนชีวัฒน์ ค้นคว้ารวบรวม

เคยทราบกันไหมคะว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดฟังเพลงลูกทุ่งมาก
ถึงขนาดทรงโทรศัพท์ไปขอเพลงเกือบทุกวันเป็นเวลานานนับสิบปี!
โดยทรงใช้ “พระนามแฝง” ในการขอเพลงว่า “ป้าช้าง”
.
ในทุก ๆ เช้า "ดีเจ สุพรทิพย์" หรือ ร.อ.หญิง สุพรทิพย์ คำทรงศรี ผู้จัดรายการวิทยุ “ลูกทุ่งพัฒนา” ของสถานีวิทยุ วส.912 นทพ.นธ. 99.10 MHz
ซึ่งจัดรายการที่นี่มากว่า 30 ปี โดยรูปแบบรายการเป็นการเน้นข่าวสาร วิถีชีวิต ข่าวบริการ งานบุญ งานศพ จะได้รับโทรศัพท์ขอเพลงจาก
“แฟนตัวยง” คนหนึ่งที่ชื่อว่า “ป้าช้าง”
.
"ดีเจ สุพรทิพย์" บอกว่า ป้าช้างโทร.มาครั้งแรกประมาณปี 2519 และขอเพลง “แสบเข้าไปถึงทรวง” ดูจากชื่อเพลงที่ป้าช้างขอ…
น่าจะพอบอกได้ว่าป้าช้างเป็นคนอารมณ์ดีอย่างยิ่ง และแม้บางครั้งป้าช้างไม่ว่าง ก็มักจะให้คนอื่นโทร.มาขอเพลงแทน
โดยคนที่โทร.มาก็มักจะบอกทุกครั้งว่า “ป้าช้างขอ”
.
กระทั่งในระหว่างปี 2531–2532 เป็นช่วงที่ป้าช้างโทร.มาขอเพลงเองบ่อยมาก จนวันหนึ่งความจริงเกี่ยวกับตัวตน
“แฟนเพลงตัวยง” ก็เปิดเผย เมื่อ ร.อ.หญิง สุพรทิพย์ มีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จ "กรมสมเด็จพระเทพฯ" ซึ่งพอได้พบหน้าดีเจคนนี้ …
“ป้าช้าง” ก็ทรงมีรับสั่งว่า “ชอบฟังนะ … วันนี้ก็ฟังนะ แต่วันไหนติดงาน ก็ไม่ได้ฟัง”
.
และเพลงหนึ่งที่ป้าช้างขอบ่อยก็คือ “เพลงเกลียดห้องเบอร์ห้า” ซึ่งมีที่มาจาก “พลตรี ชัยฤทธิ์” ผู้แต่งเพลง ได้นำเพลงนี้ไปให้
"ครูลพ บุรีรัตน์" เป็นผู้เรียบเรียง แต่เพื่อให้เป็นเกียรติจึงยกให้ครูลพมีชื่อเป็นผู้ประพันธ์ โดยให้ “สายัณห์ สัญญา” เป็นผู้ขับร้อง
.
"กรมสมเด็จพระเทพฯ" โปรดเพลงนี้มาก ดังนั้น เมื่อทรงเสด็จฯ ไปที่ จ.ลพบุรี ได้โปรดเกล้าฯ ให้ “พลตรี ชัยฤทธิ์"
เข้าเฝ้าฯ และทรงถามเรื่องเพลงเกลียดห้องเบอร์ห้า ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร ???
.
แล้ววันนั้นเอง พระองค์ได้เสด็จฯ ไปที่ “โรงแรมไทเป” ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุของเพลงนี้ “ที่ห้องเบอร์ 205” ซึ่งพระองค์ทรงเข้าไปนั่ง
ประทับบนเตียงในห้องด้วย และทรงถามเจ้าของโรงแรมว่าเขาปีนขึ้นตรงไหนไปดู เขาทำยังไง และทราบจากเจ้าของโรงแรมว่า
พระองค์ท่านเสด็จฯ มาอย่างไม่เป็นทางการ มาตามรอยเพลงเกลียดห้องเบอร์ห้า โดยที่ทางโรงแรมทราบล่วงหน้าเพลงแค่
2 ชั่วโมงเท่านั้น
.
เจ้าของโรงแรมเล่าด้วยว่า พระองค์ท่านโปรดและทรงชอบฟังเพลงนี้มากถึงขนาดมาดูให้แจ่มแจ้งถึงสถานที่จริงที่เอาไป
เขียนเป็นเพลงเลยทีเดียว
.
.
ที่มา: เฟซบุ๊ก ราชบัลลังก์จักรีวงค์

                "ขลุ่ย" เป็นเครื่องเป่าดั้งเดิมของไทยที่คิดขึ้นเอง แต่รูปร่างไปเหมือนกับ มุราลี ของอินเดีย ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของพระกฤษณะ และเหมือน Shaku-hashi ของญี่ปุ่นเพียงแต่ว่า "มุราลี" ใช้เป่าข้าง อย่างเดียวกับการเป่า ปิคโคโล(Piccolo) ส่วนขลุ่ยไทยและ ชากุ-ฮาชิ (Shaku-hashi) ใช้เป่าตรงแบบเดียวกับการเป่า คลาริเนต (Clarinet) นอกจากนี้ จีนก็ยังมีขลุ่ยเช่นเดียวกัน คือ ฮวยเต็ก ซึ่งใช้เป่าจากด้านข้างและ โถ่งเซียว ซึ่งเป่าตรงเหมือนขลุ่ยไทย 

                     เดิมขลุ่ยไทยทำด้วยไม้รวกปล้องยาวๆ ไว้ข้อทางปลายแต่จะเจาะทะลุข้อและใช้ไฟย่างให้แห้ง ตบแต่งผิวให้ไหม้เกรียมเป็นลวดลายสวยงาม ด้านหน้าเจาะรูกลมๆเรียงแถวกัน ๗ รู สำหรับนิ้วเปิด-ปิด เพื่อเปลี่ยนเสียงตรงที่ใช้เป่าไม่มีลิ้นอย่างลิ้นของปี่ แต่ใช้วิธีการทำไม้อุดเต็มปล้องแต่ปาดด้านล่างไว้ด้านหนึ่งให้มีช่อง ผู้เป่าขลุ่ยจะต้องใช้ริมฝีปากของตนอมที่มุมล่างตรงช่องนั้น แต่เปิดริมฝีปากให้ลมผ่านเข้าไปในเลาด้วยความชำนาญ เมื่อลมที่ผ่านเข้าไปจะทำให้เกิดเสียง ไม้อุดนั้นเรียกว่า "ดาก" ด้านหลังใต้ ดาก ลงมาเจาะรูเป็นรูเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ปาดตอนล่างเป็นทางเฉียงไม่เจาะทะลุตรงเหมือนด้านหน้าและด้านข้าง รูนี้เรียกว่า รูปากนกแก้ว ถ้าเราเอาปลายนิ้วหรือสิ่งใดก็ตามปิด รูปากนกแก้ว นี้ เสียงก็จะไม่ดัง ใต้รูปากนกแก้วลงมาเจาะรูอีกหนึ่งรู เรียกว่า "รูนิ้วค้ำ" เพราะเวลาเป่าต้องเอาหัวแม่มือค้ำ ปิด-เปิด ที่รูนั้น ที่ด้านข้างด้านขวาสูงจากปากรูนกแก้วเล็กน้อยมีรูอยู่รูหนึ่งเรียกว่า "รูเยื่อ" (ปัจจุบันขลุ่ยที่ทำจากพลาสติกจะไม่มีรูนี้) โดยปกติแต่ก่อนใช้เยื่อในปล้องไม้ไผ่ปิดรูนั้น แต่ต่อมาไม่ค่อยได้ใช้ ทางปลายเลาของขลุ่ยมีรูอีก ๔ รู เจาะตรงกันข้ามแต่เหลื่อมกันเล็กน้อยรูหน้ากับรูหลังตรงกันแต่สูงขึ้นมานิดหน่อย รูซ้ายกับรูขวาเจาะตรงกัน อยู่ใต้ลงไปเล็กน้อย รูขวากับรูซ้ายนี้โดยโดยปกติใช้สำหรับร้อยเชือกสำหรับแขวนเก็บหรือคล้องมือถือ จึงเรียกรูนี้ว่า "รูร้อยเชือก" รวมทั้งหมดขลุ่ยเลาหนึ่งมี ๑๔ รูด้วยกัน

          ที่เรียกว่า "ขลุ่ย" นั้น เข้าใจว่าเรียกตามเสียงที่ได้ยิน นอกจากการเป่าเป็นการบันเทิงแล้วยังใช้เป่าร่วมในวงเครื่องสาย วงมโหรี วงปี่พาทย์ไม้นวมและวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์อีกด้วย
          เมื่อมีการนำขลุ่ยมาบรรเลงในวงดนตรี จึงมีผู้คิดค้นขึ้นเป็น ๓ ขนาดเพื่อให้เกิดเสียงเหมาะสมกับการเล่นผสมวงประเภทนั้นๆ จึงเกิดมีขลุ่ยขึ้น ๓ ชนิด ๓ ขนาด คือ
๑.ขลุ่ยหลิบ หรือ ขลุ่ยหลีบ มีขนาดเล็ก ยางประมาณ ๓๖ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๒ เซนติเมตร มีเสียงเล็กแหลม 
๒.ขลุ่ยเพียงออ ขนาดกลาง ยาวประมาณ ๔๕-๔๖ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๔ เซนติเมตรให้เสียงทุ้มกว่าขลุ่ยหลิบ
๓.ขลุ่ยอู้ ขนาดใหญ่ ยาวประมาณ ๖๐ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๔.๕ เซนติเมตร
          ต่อมามีผู้สร้างขลุ่ยขึ้นมาอีกชนิดหนึ่งเรียกกันว่า "ขลุ่ยกรวด" มีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ ๑ เสียง ขลุ่ยกรวดใช้สำหรับวงเครื่องสายผสมที่นำเอาเครื่องดนตรีสากล มาบรรเลงร่วมวงเช่นวงเครื่องสายผสมไวโอลิน วงเครื่องสายผสมออร์แกน เป็นต้น

                                                                                                                                          .........................ชาติชาย ชนชีวัฒน์ รวบรวม