"ขลุ่ย" เป็นเครื่องเป่าดั้งเดิมของไทยที่คิดขึ้นเอง แต่รูปร่างไปเหมือนกับ มุราลี ของอินเดีย ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของพระกฤษณะ และเหมือน Shaku-hashi ของญี่ปุ่นเพียงแต่ว่า "มุราลี" ใช้เป่าข้าง อย่างเดียวกับการเป่า ปิคโคโล(Piccolo) ส่วนขลุ่ยไทยและ ชากุ-ฮาชิ (Shaku-hashi) ใช้เป่าตรงแบบเดียวกับการเป่า คลาริเนต (Clarinet) นอกจากนี้ จีนก็ยังมีขลุ่ยเช่นเดียวกัน คือ ฮวยเต็ก ซึ่งใช้เป่าจากด้านข้างและ โถ่งเซียว ซึ่งเป่าตรงเหมือนขลุ่ยไทย 

                     เดิมขลุ่ยไทยทำด้วยไม้รวกปล้องยาวๆ ไว้ข้อทางปลายแต่จะเจาะทะลุข้อและใช้ไฟย่างให้แห้ง ตบแต่งผิวให้ไหม้เกรียมเป็นลวดลายสวยงาม ด้านหน้าเจาะรูกลมๆเรียงแถวกัน ๗ รู สำหรับนิ้วเปิด-ปิด เพื่อเปลี่ยนเสียงตรงที่ใช้เป่าไม่มีลิ้นอย่างลิ้นของปี่ แต่ใช้วิธีการทำไม้อุดเต็มปล้องแต่ปาดด้านล่างไว้ด้านหนึ่งให้มีช่อง ผู้เป่าขลุ่ยจะต้องใช้ริมฝีปากของตนอมที่มุมล่างตรงช่องนั้น แต่เปิดริมฝีปากให้ลมผ่านเข้าไปในเลาด้วยความชำนาญ เมื่อลมที่ผ่านเข้าไปจะทำให้เกิดเสียง ไม้อุดนั้นเรียกว่า "ดาก" ด้านหลังใต้ ดาก ลงมาเจาะรูเป็นรูเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ปาดตอนล่างเป็นทางเฉียงไม่เจาะทะลุตรงเหมือนด้านหน้าและด้านข้าง รูนี้เรียกว่า รูปากนกแก้ว ถ้าเราเอาปลายนิ้วหรือสิ่งใดก็ตามปิด รูปากนกแก้ว นี้ เสียงก็จะไม่ดัง ใต้รูปากนกแก้วลงมาเจาะรูอีกหนึ่งรู เรียกว่า "รูนิ้วค้ำ" เพราะเวลาเป่าต้องเอาหัวแม่มือค้ำ ปิด-เปิด ที่รูนั้น ที่ด้านข้างด้านขวาสูงจากปากรูนกแก้วเล็กน้อยมีรูอยู่รูหนึ่งเรียกว่า "รูเยื่อ" (ปัจจุบันขลุ่ยที่ทำจากพลาสติกจะไม่มีรูนี้) โดยปกติแต่ก่อนใช้เยื่อในปล้องไม้ไผ่ปิดรูนั้น แต่ต่อมาไม่ค่อยได้ใช้ ทางปลายเลาของขลุ่ยมีรูอีก ๔ รู เจาะตรงกันข้ามแต่เหลื่อมกันเล็กน้อยรูหน้ากับรูหลังตรงกันแต่สูงขึ้นมานิดหน่อย รูซ้ายกับรูขวาเจาะตรงกัน อยู่ใต้ลงไปเล็กน้อย รูขวากับรูซ้ายนี้โดยโดยปกติใช้สำหรับร้อยเชือกสำหรับแขวนเก็บหรือคล้องมือถือ จึงเรียกรูนี้ว่า "รูร้อยเชือก" รวมทั้งหมดขลุ่ยเลาหนึ่งมี ๑๔ รูด้วยกัน

          ที่เรียกว่า "ขลุ่ย" นั้น เข้าใจว่าเรียกตามเสียงที่ได้ยิน นอกจากการเป่าเป็นการบันเทิงแล้วยังใช้เป่าร่วมในวงเครื่องสาย วงมโหรี วงปี่พาทย์ไม้นวมและวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์อีกด้วย
          เมื่อมีการนำขลุ่ยมาบรรเลงในวงดนตรี จึงมีผู้คิดค้นขึ้นเป็น ๓ ขนาดเพื่อให้เกิดเสียงเหมาะสมกับการเล่นผสมวงประเภทนั้นๆ จึงเกิดมีขลุ่ยขึ้น ๓ ชนิด ๓ ขนาด คือ
๑.ขลุ่ยหลิบ หรือ ขลุ่ยหลีบ มีขนาดเล็ก ยางประมาณ ๓๖ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๒ เซนติเมตร มีเสียงเล็กแหลม 
๒.ขลุ่ยเพียงออ ขนาดกลาง ยาวประมาณ ๔๕-๔๖ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๔ เซนติเมตรให้เสียงทุ้มกว่าขลุ่ยหลิบ
๓.ขลุ่ยอู้ ขนาดใหญ่ ยาวประมาณ ๖๐ เซนติเมตร กว้างประมาณ ๔.๕ เซนติเมตร
          ต่อมามีผู้สร้างขลุ่ยขึ้นมาอีกชนิดหนึ่งเรียกกันว่า "ขลุ่ยกรวด" มีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ ๑ เสียง ขลุ่ยกรวดใช้สำหรับวงเครื่องสายผสมที่นำเอาเครื่องดนตรีสากล มาบรรเลงร่วมวงเช่นวงเครื่องสายผสมไวโอลิน วงเครื่องสายผสมออร์แกน เป็นต้น

                                                                                                                                          .........................ชาติชาย ชนชีวัฒน์ รวบรวม