ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์ ฤาอุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรกชนเช่นกล่าวมานี้

KruSangkeed.com

Friendly Links

krumontree200x75
isangate com 200x75
easyhome
ppor 200x75
isangate net 200x75

Visitor Counter

(15 ธ.ค.) ยูเนสโก ได้ประกาศให้ “โนรา”  เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ นับเป็นรายการที่ 3 ของไทย หลังจากการแสดงโขน และนวดไทย ได้เคยถูกขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ มาก่อนหน้านี้ ในช่วงปลายปี 2561 และปี 2562

เว็บไซต์ขององค์การยูเนสโก ระบุเป็นภาษาอังกฤษว่า โนรา เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่มีการรำและการขับร้องจากภาคใต้ของไทย โดยการแสดงประกอบด้วยการตั้งเครื่อง หรือการประโคมดนตรีเพื่อขอที่ขอทาง เมื่อเข้าโรงแสดงเรียบร้อยแล้ว ตามมาด้วยการโหมโรง กาศครู หรือเชิญครู ซึ่งเป็นการขับร้องบทไหว้ครู และการปล่อยตัวนางรำออกรำโดยการเคลื่อนไหวของขา แขน และนิ้วที่กระฉับกระเฉงและประณีต การแสดงมักจะมาจากเรื่องราวเกี่ยวกับพระชนมชีพในอดีตของพระพุทธเจ้า หรือเกี่ยวกับวีรบุรุษในตำนาน ประกอบกับดนตรีที่ใช้กลองหุ้มหนังหน้าเดียว ซึ่งเรียกว่า ทับ ที่ให้ทำนองและจังหวะที่หนักแน่น ร่วมกับปี่ กลอง โหม่ง ฉิ่ง แตระ

ส่วนนักแสดงหลักของโนรา ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงจะสวมชุดหลากสีพร้อมกับเครื่องประดับศีรษะที่เรียกว่า เทริด, ผ้าโพกศีรษะ, เครื่องลูกปัด, ผ้าห้อยข้าง, ปีกนกแอ่นหรือปีกเหน่ง, ทับทรวงปีกหรือหางหงส์ และยังสวมเล็บยาวที่ม้วนงอออกจากปลายนิ้ว โนราเป็นขนบประเพณีของชุมชนที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและสังคมอย่างลึกซึ้งสำหรับภาคใต้ของไทย การแสดงใช้ภาษาถิ่น ดนตรี และวรรณคดี เพื่อเสริมสร้างชีวิตทางวัฒนธรรมและความผูกพันทางสังคมในหมู่คนท้องถิ่น มีอายุมากกว่า 500 ปี โดยการแสดงโนราเกิดขึ้นในศูนย์ชุมชนท้องถิ่น วัด กิจกรรมทางวัฒนธรรม และถ่ายทอดผ่านการฝึกอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญในบ้าน องค์กรชุมชน และสถาบันการศึกษา

ด้าน เพจโบราณนานมา ให้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียนตามอนุสัญญามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ของ ยูเนสโก  มีทั้งหมด 3 ประเภท คือ

  1. บัญชีรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ
  2. รายการที่ต้องได้รับการสงวนรักษาอย่างเร่งด่วน
  3. รายการมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการสงวนรักษา

ซึ่ง โนรา ของประเทศไทยจัดอยู่ในประเภทแรก คือ มรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เป็นการแสดงที่มีการปฏิบัติสืบทอดอยู่ทั่วประเทศ การประกาศครั้งนี้เป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” หรือเรียกอีกชื่อว่า “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ไม่ได้เรียกว่า “มรดกโลก” เพราะ มรดกโลก นั้นหมายถึง สถานที่อันได้แก่ ป่าไม้ อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ รวมไปถึงเมือง

การแสดงโนรา (Nora) หรือ “มโนราห์” เป็นศิลปะการแสดงท้องถิ่นที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนภาคใต้มาช้านาน เป็นการแสดงที่มีแบบแผนในการร่ายรำและขับร้องที่งดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น มีคุณสมบัติสมบูรณ์ตรงตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของยูเนสโกกำหนด โดยมีความสอดคล้องกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมใน 4 ลักษณะ ได้แก่ ธรรมเนียม และการแสดงออกทางมุขปาฐะ ศิลปะการแสดง การปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม งานเทศกาล และงานช่างฝีมือดั้งเดิม

นอกจากนี้ โนรายังเป็นศิลปะการแสดงที่ทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้าฝึกทักษะการแสดงได้ มีการไหว้ครูเป็นขนบจารีตที่สำคัญยิ่ง การขึ้นบัญชีโนรานี้จะส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่แสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง และทำให้เข้าใจถึงความคล้ายและความแตกต่างของมรดกภูมิปัญญาทั้งในและนอกภูมิภาค
.................................................................
ขอขอบคุณข้อมูลจาก "ฐานเศรษฐกิจ"

๑. วงเครื่องสายไทย วงเครื่องสายไทย เป็นวงดนตรีที่เหมาะสำหรับการบรรเลงในอาคาร ในลักษณะของการขับกล่อมที่เป็นพิธีมงคล
 “วงเครื่องสาย” มีอยู่ ๒ ขนาด คือ วงเครื่องสายวงเล็ก และ วงเครื่องสายเครื่องคู่

   วงเครื่องสายวงเล็ก ประกอบด้วยเครื่องดนตรีดังต่อไปนี้ จะเข้ ๑ ตัว ซอด้วง ๑ คัน ซออู้ ๑ คัน ขลุ่ยเพียงออ ๑ เลาโทน-รำมะนา ๑ คู่ ฉิ่ง ๑ คู่ ฉาบ ๑ คู่ กรับ ๑ คู่ โหม่ง ๑ ใบ

   วงเครื่องสายเครื่องคู่ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ดังต่อไปนี้ จะเข้ ๒ ตัว ซอด้วง ๒ คัน ซออู้ ๒ คัน ขลุ่ยเพียงออ ๑ เลา ขลุ่ยหลิบ ๑ เลา ฉิ่ง ๑ คู่ ฉาบ ๑ คู่ กรับ ๑ คู่โหม่ง ๑ ใบ โทน-รำมะนา ๑ คู่

๒.วงปี่พาทย์
1. วงปี่พาทย์ไม้แข็ง เป็นวงปี่พาทย์ที่มีเสียงดังฟังชัด เหมาะสำหรับงานแสดงกลางแจ้ง หรือประกอบการ แสดงทั่ๆไป มี3 ขนาดคือ วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องห้า วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องคู่วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องใหญ่
 2. วงปี่พาทย์ไม้นวม เป็นวงปี่พาทย์ที่มีเสียงนุ่มนวลกว่าวงปี่พาทย์ไม้แข็งเสียงำม่ดังเกินไป จึงเหมาะแก่การบรรเลง ในงานที่ไม่ต้องการเสียงอึกทึกครึกโครมมากนัก วงปี่พาทย์ไม้นวมมีเครื่องดนตรีคล้ายกับวงปี่พาทย์ไม้แข็ง ที่แตกต่างกันคือ ใช้ขลุ่ยเพียงออแทนปี่ เพิ่มซออู้เพื่อให้เสียงนุ่มนวลขึ้น ระนาดนาดจะใช้ไม้นวมตี มี 3 ขาดคือ
        วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องห้า
        วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องคู่
        วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องใหญ่

 3. วงปี่พาทย์ชาตรี เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา ใช้บรรเลงประกอบการแสดงละครชาตรี มโนราห์ หนังตลุง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปี่พาทย์เครื่องห้าชนิดเบาประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีต่อไปนี้ ปี่นอก ฆ้องคู่ โทนชาตรี กลองชาตรีฉิ่ง กรับ
 4. วงปี่พาทย์นางหงส์ เป็นวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีเหมือนกับวงปี่พาทย์ธรรมดาส่วนที่ผิดแปลกไปก็คือ ใช้ปี่ชวาแทนปี่ในแลปี่นอก ใช้กลองมาลายูแทนกลองตะโพนและกลองทัด ใช้บรรเลงในงานอวมงคล แบ่งออกเป็น 3 ขนาดคือ
       วงปี่พาทย์นางหงส์
เครื่องห้า
       วงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องคู่
       วงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องใหญ่

 5. วงปี่พาทย์มอญ เป็นวงปี่พาทย์ที่นำเอาเครื่องดนตรีมอญบางชิ้นมาผสมผสานกับเครื่องดนตรีไทยเครื่องดนตรีมอญที่นำมาผสมได้แก่ ปี่มอญฆ้องวงมอญ ตะโพนมอญ เปิงมางคอก มักนิยมเล่นในงานศพมี 3 ขนาดคือ
       วงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า
       วงปี่พาทย์มอญเครื่องคู่
       วงปีพาทย์มอญเครื่องใหญ่
๓.วงมโหรี มี 3ขนาดคือ
1. วงมโหรีเครื่องเล็ก ประกอบด้วยเครื่องดนตรีบรรเลงทำนองได้แก่ซอสามสาย ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ขลุ่ยเพียงออ จะข้ ซอด้วง ซออู้ส่วนเครื่องตีประกอบจังหวะได้แก่ ฉิ่ง โทนมโหรี รำมะนามโหรี
2. วงมโหรีเครื่องคู่ ประกอบด้วยเครื่องดนตรีบรรเลงทำนองได้แก่ซอสามสายหลีบ 1 คัน ซอสามสายธรรมดา 1 คัน ระนาดเอก ระนาดทุ้มจะเข้ 2 ตัว ซอด้วง 2 คัน ซออู้ 2 คัน ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ขล่ยเพียงออ ขลุ่ยหลีบ ส่วนเครื่องตีประกอบจังหวะได้แก่ ฉิ่ง โทนมโหรี รำมะนามโหรี ฉาบเล็ก
3. วงมโหรีเครื่องใหญ่ ประกอบด้วยเครื่องดนตรีบรรเลงทำนองได้แก่ซอสามสายธรรมดา 1 คัน ระนาดเอก ระนาดทุ้ม จะเข้ 2 ตัว ซอด้วง 2 คัน ซออู้ 2 คันฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ขล่ยเพียงออ ขลุ่ยหลีบ  ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็กส่วนเครื่องตีประกอบจังหวะได้แก่ ฉิ่ง โทนมโหรี รำมะนามโหรี ฉาบเล็ก โหม่ง กรับพวง

เคยทราบกันไหมคะว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดฟังเพลงลูกทุ่งมาก
ถึงขนาดทรงโทรศัพท์ไปขอเพลงเกือบทุกวันเป็นเวลานานนับสิบปี!
โดยทรงใช้ “พระนามแฝง” ในการขอเพลงว่า “ป้าช้าง”
.
ในทุก ๆ เช้า "ดีเจ สุพรทิพย์" หรือ ร.อ.หญิง สุพรทิพย์ คำทรงศรี ผู้จัดรายการวิทยุ “ลูกทุ่งพัฒนา” ของสถานีวิทยุ วส.912 นทพ.นธ. 99.10 MHz
ซึ่งจัดรายการที่นี่มากว่า 30 ปี โดยรูปแบบรายการเป็นการเน้นข่าวสาร วิถีชีวิต ข่าวบริการ งานบุญ งานศพ จะได้รับโทรศัพท์ขอเพลงจาก
“แฟนตัวยง” คนหนึ่งที่ชื่อว่า “ป้าช้าง”
.
"ดีเจ สุพรทิพย์" บอกว่า ป้าช้างโทร.มาครั้งแรกประมาณปี 2519 และขอเพลง “แสบเข้าไปถึงทรวง” ดูจากชื่อเพลงที่ป้าช้างขอ…
น่าจะพอบอกได้ว่าป้าช้างเป็นคนอารมณ์ดีอย่างยิ่ง และแม้บางครั้งป้าช้างไม่ว่าง ก็มักจะให้คนอื่นโทร.มาขอเพลงแทน
โดยคนที่โทร.มาก็มักจะบอกทุกครั้งว่า “ป้าช้างขอ”
.
กระทั่งในระหว่างปี 2531–2532 เป็นช่วงที่ป้าช้างโทร.มาขอเพลงเองบ่อยมาก จนวันหนึ่งความจริงเกี่ยวกับตัวตน
“แฟนเพลงตัวยง” ก็เปิดเผย เมื่อ ร.อ.หญิง สุพรทิพย์ มีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จ "กรมสมเด็จพระเทพฯ" ซึ่งพอได้พบหน้าดีเจคนนี้ …
“ป้าช้าง” ก็ทรงมีรับสั่งว่า “ชอบฟังนะ … วันนี้ก็ฟังนะ แต่วันไหนติดงาน ก็ไม่ได้ฟัง”
.
และเพลงหนึ่งที่ป้าช้างขอบ่อยก็คือ “เพลงเกลียดห้องเบอร์ห้า” ซึ่งมีที่มาจาก “พลตรี ชัยฤทธิ์” ผู้แต่งเพลง ได้นำเพลงนี้ไปให้
"ครูลพ บุรีรัตน์" เป็นผู้เรียบเรียง แต่เพื่อให้เป็นเกียรติจึงยกให้ครูลพมีชื่อเป็นผู้ประพันธ์ โดยให้ “สายัณห์ สัญญา” เป็นผู้ขับร้อง
.
"กรมสมเด็จพระเทพฯ" โปรดเพลงนี้มาก ดังนั้น เมื่อทรงเสด็จฯ ไปที่ จ.ลพบุรี ได้โปรดเกล้าฯ ให้ “พลตรี ชัยฤทธิ์"
เข้าเฝ้าฯ และทรงถามเรื่องเพลงเกลียดห้องเบอร์ห้า ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร ???
.
แล้ววันนั้นเอง พระองค์ได้เสด็จฯ ไปที่ “โรงแรมไทเป” ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุของเพลงนี้ “ที่ห้องเบอร์ 205” ซึ่งพระองค์ทรงเข้าไปนั่ง
ประทับบนเตียงในห้องด้วย และทรงถามเจ้าของโรงแรมว่าเขาปีนขึ้นตรงไหนไปดู เขาทำยังไง และทราบจากเจ้าของโรงแรมว่า
พระองค์ท่านเสด็จฯ มาอย่างไม่เป็นทางการ มาตามรอยเพลงเกลียดห้องเบอร์ห้า โดยที่ทางโรงแรมทราบล่วงหน้าเพลงแค่
2 ชั่วโมงเท่านั้น
.
เจ้าของโรงแรมเล่าด้วยว่า พระองค์ท่านโปรดและทรงชอบฟังเพลงนี้มากถึงขนาดมาดูให้แจ่มแจ้งถึงสถานที่จริงที่เอาไป
เขียนเป็นเพลงเลยทีเดียว
.
.
ที่มา: เฟซบุ๊ก ราชบัลลังก์จักรีวงค์

เคยทราบกันไหมคะว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดฟังเพลงลูกทุ่งมาก
ถึงขนาดทรงโทรศัพท์ไปขอเพลงเกือบทุกวันเป็นเวลานานนับสิบปี!
โดยทรงใช้ “พระนามแฝง” ในการขอเพลงว่า “ป้าช้าง”
.
ในทุก ๆ เช้า "ดีเจ สุพรทิพย์" หรือ ร.อ.หญิง สุพรทิพย์ คำทรงศรี ผู้จัดรายการวิทยุ “ลูกทุ่งพัฒนา” ของสถานีวิทยุ วส.912 นทพ.นธ. 99.10 MHz
ซึ่งจัดรายการที่นี่มากว่า 30 ปี โดยรูปแบบรายการเป็นการเน้นข่าวสาร วิถีชีวิต ข่าวบริการ งานบุญ งานศพ จะได้รับโทรศัพท์ขอเพลงจาก
“แฟนตัวยง” คนหนึ่งที่ชื่อว่า “ป้าช้าง”
.
"ดีเจ สุพรทิพย์" บอกว่า ป้าช้างโทร.มาครั้งแรกประมาณปี 2519 และขอเพลง “แสบเข้าไปถึงทรวง” ดูจากชื่อเพลงที่ป้าช้างขอ…
น่าจะพอบอกได้ว่าป้าช้างเป็นคนอารมณ์ดีอย่างยิ่ง และแม้บางครั้งป้าช้างไม่ว่าง ก็มักจะให้คนอื่นโทร.มาขอเพลงแทน
โดยคนที่โทร.มาก็มักจะบอกทุกครั้งว่า “ป้าช้างขอ”
.
กระทั่งในระหว่างปี 2531–2532 เป็นช่วงที่ป้าช้างโทร.มาขอเพลงเองบ่อยมาก จนวันหนึ่งความจริงเกี่ยวกับตัวตน
“แฟนเพลงตัวยง” ก็เปิดเผย เมื่อ ร.อ.หญิง สุพรทิพย์ มีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จ "กรมสมเด็จพระเทพฯ" ซึ่งพอได้พบหน้าดีเจคนนี้ …
“ป้าช้าง” ก็ทรงมีรับสั่งว่า “ชอบฟังนะ … วันนี้ก็ฟังนะ แต่วันไหนติดงาน ก็ไม่ได้ฟัง”
.
และเพลงหนึ่งที่ป้าช้างขอบ่อยก็คือ “เพลงเกลียดห้องเบอร์ห้า” ซึ่งมีที่มาจาก “พลตรี ชัยฤทธิ์” ผู้แต่งเพลง ได้นำเพลงนี้ไปให้
"ครูลพ บุรีรัตน์" เป็นผู้เรียบเรียง แต่เพื่อให้เป็นเกียรติจึงยกให้ครูลพมีชื่อเป็นผู้ประพันธ์ โดยให้ “สายัณห์ สัญญา” เป็นผู้ขับร้อง
.
"กรมสมเด็จพระเทพฯ" โปรดเพลงนี้มาก ดังนั้น เมื่อทรงเสด็จฯ ไปที่ จ.ลพบุรี ได้โปรดเกล้าฯ ให้ “พลตรี ชัยฤทธิ์"
เข้าเฝ้าฯ และทรงถามเรื่องเพลงเกลียดห้องเบอร์ห้า ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร ???
.
แล้ววันนั้นเอง พระองค์ได้เสด็จฯ ไปที่ “โรงแรมไทเป” ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุของเพลงนี้ “ที่ห้องเบอร์ 205” ซึ่งพระองค์ทรงเข้าไปนั่ง
ประทับบนเตียงในห้องด้วย และทรงถามเจ้าของโรงแรมว่าเขาปีนขึ้นตรงไหนไปดู เขาทำยังไง และทราบจากเจ้าของโรงแรมว่า
พระองค์ท่านเสด็จฯ มาอย่างไม่เป็นทางการ มาตามรอยเพลงเกลียดห้องเบอร์ห้า โดยที่ทางโรงแรมทราบล่วงหน้าเพลงแค่
2 ชั่วโมงเท่านั้น
.
เจ้าของโรงแรมเล่าด้วยว่า พระองค์ท่านโปรดและทรงชอบฟังเพลงนี้มากถึงขนาดมาดูให้แจ่มแจ้งถึงสถานที่จริงที่เอาไป
เขียนเป็นเพลงเลยทีเดียว
.
.
ที่มา: เฟซบุ๊ก ราชบัลลังก์จักรีวงค์